วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง..ไพร่แดงบ้านโป่ง

พลิกปูม "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" ว่าที่แกนนำรุ่น 2 ของเสธ.แดง
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ซึ่งเป็นแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงประเภทชอบความรุนแรง และก่อเหตุวุ่นวายให้บ้านเมืองไทยหลายประการ ขณะนี้ (21 พ.ค.2553) ถูกออกหมายจับเป็นผู้ก่อการร้ายและกำลังหนีอยู่ นายอริสมันต์ฯ เป็นชาว ต.หนองกบ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นี้เอง ผู้จัดทำจึงได้พยายามรวบรวบเรื่องราวของนายอริสมันต์ ไว้เพื่อให้ชาวราชบุรีได้รับทราบและจำไว้เป็นอุทธาหรณ์ สอนคนรุ่นต่อๆ ไป เนื้อหาบทความเกี่ยวกับนายอริสมันต์ฯ ด้านล่างนี้ ได้คัดลอกมาจาก ห้องสมุดออนไลน์ My First Info.Com จึงต้องขอบคุณผู้ที่เรียบเรียงและผู้ที่เป็นเจ้าของไว้ ณ ที่นี้ด้วย

"เวลานี้ หากเอ่ยชื่อ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, สุพร อัตถาวงศ์, ขวัญชัย ไพรพนา หรือพายัพ ปั้นเกตุ เชื่อแน่ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมที่มีใจเป็นธรรมคงต้องส่ายหน้าพร้อมโบกมือบ๊ายบายเหมือนได้กลิ่นขยะเน่าๆ โชยมาเตะจมูก ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากวีรกรรมที่คนกลุ่มนี้ได้สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ด้วยการละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิคนอื่น พร้อมยังพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในทุกสถานที่ที่คนพวกนี้เคลื่อนขบวนไป จนบางคนขนานนามว่า “ฮาร์ดคอร์รุ่นใหม่ในม็อบแดง” ทั้งที่แกนนำหลักยืนยันมาตลอดว่าจะเคลื่อนไหวโดยยึดแนวทางสันติวิธีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำให้เห็นภาพของการยั่วยุ ส่อให้เกิดความรุนแรงจากผลงานของกลุ่มคนพวกนี้

ล่าสุด เป็นกรณีนำมวลชนบุกเข้าไปในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 เมษายน และการบุกรุกเข้าไปในสำนักงาน กกต.ที่ ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแกนนำที่พามวลชนไปตามสถานที่ที่กล่าวมานี้ มีการประกาศว่าถ้าไม่ได้ตามที่เรียกร้อง จะมีการจัดชุดไล่ล่าตัวบุคคลเลยทีเดียวและในรายชื่อแกนนำที่เอ่ยมาข้างต้นนั้น ขอขยายลึกลงไปเพียงรายละเอียดของ อดีตนักร้องเจ้าของฉายา “นักร้องเสียงอมฮอลล์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือชื่อเดิม “ศักดา พงศ์เรืองรอง” ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

จากอดีตนักร้องที่มีชื่อเสียง ผกผันเข้าสู่เส้นทางการเมือง จนกลายมาเป็นสมุนรับใช้นักโทษอาญาที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไร รวมถึงพฤติกรรมและการปราศรัยยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ทั้งการบุกทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจา เมื่อปี 2552, การประกาศตามล่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี, การขู่เผาบ้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กระทั่งล่าสุด วันนี้นำกำลังม็อบแดงบุกเข้าไปในรัฐสภา

นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือ “กี้ร์” เป็นคนไทยเชื้อสายฮินดู อันเป็นที่มาของชื่อที่มาจากภาษาฮินดู เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2507 ที่บ้านเลขที่ 33/1 ถ.บ้านโป่ง-บ้านยาง ต.หนองกบ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นบุตรของนายเฮง กับ นางน้ำผึ้ง อดีตนักแสดงลิเก

เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ จากนั้นไปต่อปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จบการศึกษาในปี 2531 ต่อมา ได้ศึกษาต่อกระทั่งจบปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2538

หลังจบปริญญาตรีได้ทำงานเป็นทนายฝึกหัด เมื่อทำได้ปีกว่าก็มีปัญหาเรื่องเงิน จึงหันมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยเปิดขายเสื้อผ้าแบกะดินแถวย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปด้วย แต่ไปไม่รุ่งจึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเซลส์แมนและฝ่ายจัดซื้อ ขณะเดียวกัน ก็เริ่มเสนอเทปตัวอย่างเพลงที่แต่งเองให้กับค่ายเทปต่างๆ

กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2532 นายอิทธิ พลางกูร โปรดิวเซอร์ของค่ายเพลงอาร์.เอส. โปรโมชั่น ได้ติดต่อให้ไปพบ และนำมาซึ่งการเซ็นสัญญาเป็นนักร้องค่ายเพลงแห่งนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2532 จากนั้น อริสมันต์ก็ได้ออกอัลบั้ม กลายเป็นศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของสาธารณชน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวและลีลาในการร้องเพลง จนได้รับการตั้งฉายาว่า “นักร้องอมฮอลล์” โดยมีเพลงฮิตมากมาย อาทิ ไม่เจียม, เธอลำเอียง, ยอมยกธง, ทัดทาน, ใจไม่ด้านพอ, เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง, คนข้างหลัง, รักเธอเสมอใจ เป็นต้น

ระหว่างนั้น เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง อริสมันต์ได้ประกาศตัวเข้าร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมบางส่วนว่า ทำไปเพราะต้องการโปรโมตอัลบั้มใหม่ เนื่องจากหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสงบลง เพียงหนึ่งเดือนอัลบั้มใหม่ของกี้ร์ก็ออกวางแผง แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธข้อกล่าวว่า มาด้วยความจริงใจในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนโกหก“ลองคิดดู ถ้าครั้งนี้แพ้อะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมอาจจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แล้วยังญาติพี่น้องครอบครัวอีก ผมต้องสูญเสียความสุขสบาย เงินเป็นล้านๆ ในเมืองไทย และสิ่งที่รักที่สุดคือ การร้องเพลง มันคุ้มไหม... กับการโปรโมตเทปวิธีนี้” อริสมันต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองยุติลง อริสมันต์ต้องเดินทางไปพักอยู่อเมริกาเป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากเหตุผลในเรื่องของความปลอดภัย ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับมาเล่นคอนเสิร์ต กระทั่งเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่เวทีที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 9 คน จากนั้น อริสมันต์ก็หันเหเข้าสู่การเมือง เป็นผู้สนับสนุนพรรคพลังธรรม สมัยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค ต่อเนื่องมาถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ระหว่างนั้นก็ตั้งบริษัท Sea Man Industrial THAILAND ผลิตสีจราจร และบริษัท พงศ์รุ่งเรือง ก่อสร้าง ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ก่อนจะได้รับโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในนามพรรคพลังธรรม โดยลงในเขต 10 กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 กรกฎาคม 2538 แต่การเลือกตั้งครั้งต่อมา 17 พฤศจิกายน 2539 อริสมันต์ต้องสูญเสียที่นั่งให้กับพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็น ส.ส.สอบตก แถมปีต่อมายังมี นางทิพากร พงศ์เรืองรอง ออกมาแฉว่าเป็นภรรยาและมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ทำให้กระทบชื่อเสียงพอสมควร อย่างไรก็ตาม อริสมันต์ได้ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่เคยรู้จักนางทิพากร และจะแจ้งความดำเนินคดีนางทิพากรในข้อหาแจ้งความเท็จ แอบอ้างใช้นามสกุลของตน และหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

กระทั่งปี 2544 อริสมันต์ติดตามพ.ต.ท.ทักษิณ มาอยู่พรรคไทยรักไทย และลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 67 คราวนี้ได้เป็นทั้ง ส.ส. เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร และเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายประชา มาลีนนท์ มท.2) พร้อมบทบาทในคณะทำงานการจัดระเบียบสังคม โดยรับหน้าที่ผู้ประสานงาน ซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นข่าวดังจากกรณีนำเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นาย เข้าตรวจแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีย่านอาร์ซีเอ อย่าง “รูท 66” จนนักท่องแตกฮือ มีคนดังถูกจับตรวจฉี่เป็นสีม่วงหลายราย เมื่อนายประชาถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อริสมันต์ก็ตามไปเป็นเลขานุการด้วย แต่ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ย้ายตามนายประชาที่ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ซึ่งการอยู่กระทรวงกีฬาครั้งนี้ เจ้าตัวแสดงบทบาทองครักษ์พิทักษ์นาย (ประชา) อย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะกรณีโจมตีกลุ่มของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ที่ขัดแย้งกับกลุ่มของนายประชาในเรื่องแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว แต่ก็ถูกโต้กลับด้วยหลักฐานและข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่า ทำให้งานนี้เจ้าตัวเสียรังวัดไปพอสมควร

"ขอชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเรื่องการล่าช้าเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวนั้น เนื่องจาก ททท.ได้ขอเงินงบประมาณกลางจากนายกฯ ทักษิณ 1,500 ล้านบาท และเงินจำนวนนี้นายกฯ ทักษิณได้มีหนังสือเขียนด้วยลายมือสั่งให้นายสุวัจน์ และนายสมคิดช่วยกันดูอีกครั้ง และได้เชิญผู้ว่า ททท.มาชี้แจงว่าการจะใช้เงิน 1,500 ล้านบาท ใช้ทำอะไรบ้าง ขอย้ำถึงนายอริสมันต์ว่าการทำแบบนี้นอกจากไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์รัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างนายสุวัจน์กับนายประชาเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน แม้แต่นายประชา เองก็ยังเคยพูดว่านายอริสมันต์น่าจะไปอยู่ปักษ์ใต้ เพราะมีแต่ทำให้เกิดเรื่อง และทำสงครามกับคนนั้นคนนี้ตลอด" นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองและเลขานุการ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวตอบโต้อริสมันต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของเจ้าตัวในวันนี้

นอกจากบทพิทักษ์นายน้อย (ประชา) แล้ว อริสมันต์ยังทำหน้าที่ในการปกป้องนายใหญ่ (พ.ต.ท.ทักษิณ) จากฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อนายใหญ่ถูกโจมตีจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจ้าตัวในฐานะที่เคยเป็นลูกพรรคพล.ต.จำลอง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ พล.ต.จำลองว่า "รู้สึกผิดหวังกับบทบาทของ มหาจำลอง ออกมาขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ทราบว่า พล.ต.จำลอง มีมาตรฐานสูงขนาดไหน ไม่กินเนื้อ ไม่กินเหล้า ไม่นอนกับภรรยา ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานเพื่อบ้านเมืองและหลีกปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงขายหุ้นทิ้ง ก็ถูกหาว่าหนีภาษีบ้าง เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง พล.ต.จำลองใจร้อนเกินไป มากดดันไล่ผู้นำประเทศเช่นนี้ เสียทั้งบรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว ถือเป็นกรรมของประเทศ ซึ่งจะไปได้ดีอยู่แล้ว ก็ต้องถูกคนมาถ่วงไว้ ...วันนี้ พล.ต.จำลองไปคบกับคนที่ผิดหวัง อกหัก สูญเสียประโยชน์จากรัฐบาล หรือโกงประชาชนแล้วหนีไปเมืองนอก การที่ พล.ต.จำลองไปอยู่ด้วย สร้างความสะใจให้กับคนกลุ่มนี้ และยิ่งการชุมนุมที่สนามหลวงวันที่ 26 ก.พ. หากมีการปะทะกันไม่ทราบว่า พล.ต.จำลองกับอีก 27 องค์กรจะรับได้หรือไม่ เชื่อว่าคงรับไม่ได้ และคงโยนบาปให้รัฐบาลแน่" นายอริสมันต์กล่าว

นอกจากพยายามดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามแล้ว เจ้าตัวยังรับบทเป็นหนึ่งในทีมสร้างภาพให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการจัดเวทีและป้ายคัตเอ๊าต์ต่างๆ เชียร์นายกฯ ขณะนั้น ซึ่งทีมงานดังกล่าวประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายภูมิธรรม เวชยชัย แม้จะพยายามสร้างภาพให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณเพียงใด แต่ข้อโจมตีต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ผู้นำประเทศขณะนั้นกลับไม่ได้รับการอธิบายให้สังคมได้กระจ่างชัด มิหนำซ้ำฝ่ายรัฐบาลยังเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 โดยที่พรรคการเมืองใหญ่อีก 3 พรรคบอยคอตต์การเลือกตั้ง และนำมาซึ่งคดียุบพรรคไทยรักไทยจากการจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน คนของฝ่ายรัฐบาลก็ใช้วิธีการจัดม็อบชนม็อบ เพื่อรักษาอำนาจไว้กับตัวเอง จนเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายหนุนกับฝ่ายต้านรัฐบาล และมีบางครั้งที่ฝ่ายรัฐเสมือนจงใจให้ฝ่ายหนุนเข้าทำร้ายฝ่ายต่อต้าน โดยที่มิได้ห้ามปรามในที่สุดก็นำมาสู่เหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เดินทางกลับเข้าประเทศ หลังไปประชุมที่สหประชาชาติ ขณะที่บรรดาขาใหญ่ในพรรคไทยรักไทยต่างถูกจำกัดพื้นที่ อริสมันต์เป็นคนแรกๆ ที่ร่วมกับกลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เดินทางไปเยี่ยม พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่ถูกคณะรัฐประหารควบคุมตัว

ต่อมา เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคจำนวน 111 คนเป็นเวลา 5 ปี อริสมันต์ถึงกับแต่งเพลง "ปลุกใจ" มีใจความว่า "ไทยรักไทยๆ พรรคที่มีหัวใจคือประชาชนๆ ทักษิณผู้นำยุคใหม่ ที่พาเมืองไทย สู่ระดับสากล กล้าคิดค้นทำนอกกรอบ เล่นตามระบอบ มีประสิทธิผล ให้โอกาส สร้างแหล่งทุนชุมชน คาราวานแก้จน ต้องทำตามสัญญา ให้ที่ดิน ไร่เกษตรแปลงนา คนดีขึ้นมา ได้ทำกินพอเพียง"

จากนั้นในเดือนมิถุนายน 2550 ก็เข้าร่วมกับ "กลุ่มคนรักทักษิณ ไม่เอาเผด็จการ" และกลุ่มพีทีวี (ต่อมาคือกลุ่ม นปช.) ซึ่งประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นพ.เหวง โตจิราการ, นางพิมพา จันทร์ประสงค์, นายเอกพร รักความสุข และนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ เพื่อปลุกระดมให้คนเข้าร่วมต่อต้าน คมช. (คณะรัฐประหาร) โดยเคลื่อนไหวในย่านต่างๆ ของ กทม. ซึ่งอริสมันต์เป็นแกนหลักในการนำรถขบวนปราศรัยโจมตีทหารและ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จนเกิดการเผชิญหน้าหลายครั้ง

การต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ (นปช.) ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง อริสมันต์ในฐานะแกนนำคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักของผู้เข้าร่วมชุมนุมและประชาชนจากบทบาทการปราศรัยที่ดุเดือด หยาบคาย ปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง จนถูกจัดให้เป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์คนหนึ่ง

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม 2550 เจ้าตัวก็ลงสมัครในนามพรรคพลังประชาชน (นอมินีพรรคไทยรักไทย) ในเขต 12 กรุงเทพมหานคร แต่สอบตกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะยังเป็นของพรรคพลังประชาชนอย่างถล่มทลาย ได้จัดตั้งรัฐบาลผสม โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ขณะที่อริสมันต์ได้รับรางวัลจากการต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) (20 กุมภาพันธ์ 2551)

ต่อมา นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะพิษการจัดรายการชิมไปบ่นไปขัดต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนอริสมันต์ได้รับตำแหน่งใหม่ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) รัฐบาลนายสมชายอยู่ได้ไม่นานพรรคพลังประชาชนก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค จากคดีซื้อเสียง ทำให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง เมื่ออดีตพรรคร่วมรัฐบาลหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความไม่พอใจให้กลับกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่แสดงออกด้วยการจัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่อย่างต่อเนื่อง

การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในการต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดำเนินมาถึงช่วงเดือนเมษายน 2552 ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลได้จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับคู่ร่วมเจรจาขึ้นที่พัทยา จ.ชลบุรี กลุ่ม นปช.ซึ่งมีอริสมันต์เป็นแกนนำได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือกับตัวแทนอาเซียน แต่เกิดการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จนเหตุการณ์บานปลาย และอริสมันต์ได้นำผู้ร่วมชุมนุมบุกเข้าในสถานที่ประชุมจนทำให้ผู้นำของชาติสมาชิกและคู่เจรจาเสี่ยงต่ออันตรายในชีวิต รัฐบาลในฐานะเจ้าภาพต้องเลื่อนการประชุมออกไปไม่มีกำหนด พร้อมกับประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์แต่กลุ่มผู้ชุมนุมกลับตอบโต้ด้วยความรุนแรง จนเกิดเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่กรุงเทพฯ มีการบุกเข้าทำร้ายขบวนรถของนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการนายกฯ การเผาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

ขณะที่อริสมันต์ก็ถูกตำรวจจับกุมตัวที่บ้านพักย่านตลิ่งชัน ขณะพยายามปีนหนีออกหน้าต่าง และถูกควบคุมด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังจังหวัดราชบุรี แต่ต่อมาศาลอนุมัติให้ประกันตัวไป และเจ้าตัวยังคงเคลื่อนไหวนับไล่รัฐบาลเรื่อยมา

จนกระทั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทำให้กลุ่ม นปช.เพิ่มมาตรการตอบโต้รัฐบาล ด้วยการชุมนุมใหญ่เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาลให้ได้ก่อนสงกรานต์ที่จะถึงนี้การชุมนุมดำเนินมาติดต่อกันหลายสัปดาห์ แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมได้เพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาลขึ้นเรื่อยๆ โดยมีข้อเสนอให้ยุบสภาฯ ภายใน 15 วัน แต่ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าการยื่นข้อเสนอในครั้งนี้มีเหตุผลซ่อนเร้นและไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการชุมนุมอีกหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงเสนอเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาฯ ใน 9 เดือน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกัน

ทางกลุ่ม นปช.จึงใช้ยุทธวิธีดาวกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวและการปราศรัยของกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในบางครั้งก็เกิดเหตุวุ่นวายสร้างผลเสียในแง่ลบ จนทำให้สังคมมองว่า เป็นการใช้สิทธิเกินกว่ากฎหมายกำหนด แต่แกนนำหลักมักจะให้สัมภาษณ์ว่า เป็นฝีมือของแดงเทียมหรือแดงปลอม หรือบางครั้งก็อ้างว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลที่สร้างสถานการณ์ หรือไม่ก็มือที่สามแต่กับเหตุการณ์ที่อริสมันต์และกลุ่มฮาร์ดคอร์อย่าง สุพร อัตถาวงศ์, ขวัญชัย ไพรพนา และพายัพ ปั้นเกตุ นำผู้ร่วมชุมนุมไปกดดันรัฐบาลตามสถานที่ต่างๆ โดยปราศรัยยั่วยุด้วยถ้อยคำหยาบคาย บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน และบางครั้งก็ประกาศจัดตั้งกองกำลังไล่ล่าบุคคลผู้มีอำนาจในรัฐบาล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ กกต.และที่รัฐสภาที่ผ่านมา แล้วแกนนำหลักของกลุ่ม นปช.จะปฏิเสธว่าคนพวกนี้เป็นแดงเทียมอีกหรือไม่ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐเอง ถึงเวลาหรือยังที่จะบังคับใช้กฎหมายกับคนพวกนี้ เพื่อจำกัดสิทธิไว้ไม่กระทำการจนอาจนำไม่สู่ความรุนแรงเหมือนเช่นอดีตก็เป็นได้ล่าสุด หลังจากนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีเสนอแผนปรองดอง 5 ข้อ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง โดยแลกกับการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 และให้กลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุม ช่วงแรกดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบรับจากแกนนำสายพิราบ แต่แกนนำสายเหยี่ยวอย่างเสธ.แดง "พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล" กลับไม่เห็นด้วย แล้วยังประกาศจัดตั้งแกนนำ นปช.รุ่น 2 ขึ้นมา โดยหนึ่งในนั้นมีชื่ออริสมันต์ รวมอยู่ด้วยเมื่อแผนปรองดองถูกปัดอย่างไม่เป็นท่า

ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งของแกนนำ นปช.ที่ฝ่ายหนึ่งอยากยุติการชุมนุม แต่อีกฝ่ายอยากเดินหน้าโค่ล้มรัฐบาลต่อไป ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุติการเจรจากับแกนนำ และเดินหน้าแผนกดดันเต็มรูปแบบเพื่อให้การชุมนุมยุติลงก่อนวันที่ 15 พ.ค.ฝ่ายรัฐบาลเริ่มจากการตัดสาธารณูปโภคทั้ง ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดคลื่นโทรศัพท์ งดให้บริการขนส่งมวลชนรอบบริเวณสถานที่ชุมนุม พร้อมทั้งเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าโอบล้อมพื้นที่รอบย่านราชประสงค์ในช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ขณะที่แกนนำฝ่าย นปช.ก็ประกาศชุมนุมยาวและจะต่อสู้กับรัฐบาลโดยใช้มือเปล่า ขณะที่อริสมันต์ก็ประกาศจะจับมือกับ เสธ.แดง เพื่อสู้กับฝ่ายรัฐ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในช่วงค่ำวันดังกล่าว เสธ.แดงก็ถูกยิงที่ศรีษะอาการสาหัส ต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วน ขณะที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ก็ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดเมื่อแกนนำประกาศให้ผู้ร่วมชุมนุมเตรียมพร้อมกับการสลายการชุมนุมขณะที่ความเคลื่อนไหวของแกนนำสายฮาร์ดคอร์อย่างอริสมันต์และผองเพื่อน ยังไม่มีรายงานว่าจะไปในทิศทางใด เพราะเมื่อแม่ทัพอย่าง เสธ.แดงถูกยิง แล้วเบอร์รองอย่าง "กี้ร์" จะกล้ายืนหยัดสู้ต่อไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องตาม

นี่คือประวัติความเป็นมาและพฤติกรรมห่ามๆ ของ “กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่แม้บางคนจะมองว่าเป็นพวกไร้ค่าไร้ราคา ที่อยากดัง อยากโก้ ตามประสาดารานักร้องตกอับที่หวังสร้างกระแสให้กับตัวเอง หากแต่ผลกระทบจากการกระทำของเขา อาจทำให้สังคมไทยต้องเข้าสู่กลียุคเป็นได้

ปัจจุบัน (21 พ.ค.2553) รัฐบาล โดย ศอฉ. ได้ควบคุมสถานการณ์การชุมุนมและการก่อการร้ายไว้ได้แล้ว แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเข้ามอบตัวแล้วเมื่อ 19 พ.ค.2553 และบางส่วนได้หลบหนีไป ซึ่งมี นายอริสมันต์ฯ ก็เป็นแกนนำคนหนึ่งที่ไม่ยอมมอบตัว และหลบหนีการจับกุม กระแสข่าวแจ้งว่าอาจจะหนีไปยังประเทศกัมพูชา

ที่มา :
ข้อมูล : ห้องสมุดออนไลน์. (2553).พลิกปูม "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" ว่าที่แกนนำรุ่น 2 ของเสธ.แดง. My First Info.com . [Online]. Available :
https://politic.myfirstinfo.com/viewnews.asp?newsid=99908 . [2553. พฤษภาคม 17 ].
ภาพ
-
http://hatyainai.files.wordpress.com/2010/04/red21.jpeg
-
http://3.bp.blogspot.com/_dMpI2XX8YYY/S8fyW6pm-CI/AAAAAAAADk0/ybDOIPy0VDw/s400/capt.aa11adfeed4f44f3b9815a9b827c4879-aa11adfeed4f44f3b9815a9b827c4879-0.jpg
-
http://nakkhaothai.com/admin/hotnews/140.jpg
-
http://siamreview.net/img/P772420112.jpg
-
http://www.news.thai2ads.com/images/all-image/imagenews/News_17055820100314.jpg

5 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนมันเลว

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เรียกว่า ความคิดเห็นไม่ตรงกันมากกว่าน่ะ ครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดีแล้วครับที่ไม่ลงประวัติ เรียนจบจากสารสิทธิ
"ยอมตาย ดีกว่าทำบาป" คือประวัติ ดอมินิก ซาวีโอ

แต่ไอ้กี้ร์แปลงเป็น "ยอมตาย เพื่อนาย" มันบ้าแท้ๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ความคิดของคนแตกต่างกัน เพื่อความอยู่รอดและปากท้องของตัวเอง

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อย่าไปว่าเขาครับ ต่างคน ต่างความคิด มองกลางๆ ศึกษาไว้ ที่เหลือก็แล้วแต่คุณ
แล้วคุณหละทำอะไร?